รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            สพฉ.จับมือมูลนิธิภาคเอกชน ลงนามความร่วมมือ เร่งพัฒนาช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน


 

สพฉ.ลงนามบันทึกความร่วมมือกับเครือข่ายมูลนิธิภาคเอกชน หวังพัฒนาจัดระบบการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งภาวะปกติ ภาวะฉุกเฉิน และภัยพิบัติอย่างมีมาตรฐาน 

 

วันที่ 19 กันยายน 2555 ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร กระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการปฏิบัติภารกิจหน่วยกู้ชีพของเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน ภาคเอกชน ระหว่าง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กับ เครือข่ายมูลนิธิ/สมาคม ที่ไม่แสวงหาผลกำไรและมีบทบาทด้านการแพทย์ฉุกเฉิน กว่า 12หน่วยงาน โดยมีนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน และนพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ประธานมูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และนายประสิทธิ์ ทองทิตย์เจริญ มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉิน ร่วมเป็นสักขีพยาน

         นพ.ไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น เพราะปัจจุบันสถานการณ์ด้านสาธารณภัยของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไป และหลายครั้งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มีระดับความรุนแรงเกินที่หน่วยงานเดียวจะสามารถป้องกันและบรรเทาได้ ดังนั้นการประสานความร่วมมือจึงถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน ภาคเอกชน มูลนิธิและสมาคม ที่ปัจจุบันมีการพัฒนาทักษะการช่วยชีวิต ยกระดับจากกู้ภัยให้มีทักษะด้านการกู้ชีพเป็นอย่างดี

                 “วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของวงการแพทย์และสาธารณสุขอีกวันหนึ่ง โดยเฉพาะด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ได้มีการร่วมมือประสานใจจากเครือข่ายภาคเอกชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ที่จะมาร่วมจับมือกันปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ป่วยฉุกเฉินที่เดือดร้อน และเหตุการณ์อุทกภัยครั้งที่ผ่านมา คงเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า เครือข่ายมูลนิธิ สมาคม เหล่านี้ ถือเป็นกำลังหลักที่มีจิตอาสาเข้ามาช่วยเหลือ เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้วิกฤตแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดี ดังนั้นการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงน่าจะทำให้การทำงาน มีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ มีการวางแผนที่ดีร่วมกันมากขึ้นทั้งในภาวะปกติ ภาวะฉุกเฉิน และภาวะภัยพิบัติ”นพ.ไพจิตรกล่าว

ด้าน นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า สพฉ. มีบทบาทหลักในการประสานความร่วมมือทางด้านการแพทย์ฉุกเฉินทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยการลงนามครั้งนี้ จะมีการร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉินทั้งในภาวะปกติ ภาวะฉุกเฉิน และภาวะภัยพิบัติ โดยในภาวะปกติเครือข่ายมูลนิธิ สมาคม จะต้องจัดทำทะเบียนประวัติเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่กู้ชีพ และผ่านการฝึกอบรม มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน ผู้ป่วยฉุกเฉินได้มาตรฐานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ รวมทั้งจะต้องแจ้งในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนระเบียบหรือทำผิดจรรยาบรรณ เนื่องจากการทำงานกู้ชีพมีความสำคัญมาก เพราะหมายถึงการรับผิดชอบต่อชีวิต และเครือข่ายมูลนิธิจะต้องไม่รับสมัครเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครจากรายชื่อที่ถูกถอนชื่อออกจากมูลนิธิอื่นเข้าไปปฏิบัติงานในองค์กรม นอกจากนี้ที่สำคัญคือควรสนับสนุนให้มีการจัดอบรม ฝึกปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญเฉพาะด้าน ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ รวมถึงการเป็นจิตอาสาด้วยคุณธรรม จริยธรรม ให้เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย ส่วน สพฉ.เองจะจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพ

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า ในกรณีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นสำคัญ และหากมีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ สมาคมอื่นๆที่มีศักยภาพและความพร้อมกว่า  สามารถร้องขอรับการสนับสนุนได้โดยตรงจากเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน ภาคเอกชนที่ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ โดยจะมีการจัดทำร่างคู่มือการประสานงานติดต่อให้เป็นระบบ ส่วนกรณีที่ต้องประสานงานกับองค์กรภาครัฐในพื้นที่เป็นกรณีพิเศษ สพฉ. จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินของภาคเอกชน

สำหรับในกรณีภาวะภัยพิบัติ สพฉ.จะ เป็นศูนย์กลางการประสานในการเรียกระดมทรัพยากรจากเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน ภาคเอกชน มูลนิธิและสมาคม เพื่อจัดระบบให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน และผู้ประสบภัยในพื้นที่ประสบภัย ตามระบบการบัญชาการเหตุการณ์ในภาวะภัยพิบัติ (Incident Command System : ICS) ดังนั้นหวังว่าการร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาและยกระดับการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินไปอีกขั้น

ทั้งนี้เครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน ภาคเอกชน มูลนิธิและสมาคมที่ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ ประกอบด้วย มูลนิธิร่วมกตัญญู  มูลนิธิกู้ภัยสว่าง ในเครือเม่งเลี้ยง มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ จังหวัดชลบุรี มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ จังหวัดกาญจนบุรี มูลนิธิกุศลศรัทธา จังหวัดสุราษฏร์ธานี มูลนิธิประชาสันติสุข จังหวัดกระบี่ พุทธสมาคม เต็กก่า จีแซเกาะ (องค์กรในเครือเต็กก่าแห่งประเทศไทย)  มูลนิธิพุทธธรรม 31นครราชสีมา  มูลนิธิรวมใจ อปพร. อำเภอเมืองเชียงใหม่  มูลนิธิประสาทบุญสถาน จังหวัดพิษณุโลก 


 | วันที่ 19/09/2555

IeO1 519


 สพฉ.ประกาศรับสมัครคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน
 เกาะติดภารกิจทีมกู้ภัยค้นหาผู้เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินลาวแอร์ไลน์ตก
 เลขา สพฉ. เสียใจเหตุรถชนกู้ชีพตาย 4 พร้อมเตรียมพิจารณามอบเข็มเชิดชูเกียรติให้ผู้ประสบเหตุ
 สพฉ. จับมือ 10 ประเทศอาเซียน จัดทำแผนพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินในภาวะภัยพิบัติ
 สพฉ.สรุปสถิติการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 ตลอดปีพ.ศ. 2559 พบว่ามีการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งสิ้น 1,491,460 คน พร้อมเปิด 10 อันดับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเยอะที่สุด


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669