รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            ทำไมต้องซักประวัติผู้ป่วย ?


 

ท่านเคยสังเกตุไหมครับว่า เวลาที่ท่านไปรับการรักษาฉุกเฉิน ณ โรงพยาบาล หรือเมื่อท่านขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ชีพ 1669 พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่กู้ชีพก็มักจะซักถามท่านด้วยคำถามต่างๆ (จนผู้ป่วยบางท่านรำคาญ)  จริงๆแล้วขั้นตอนการซักประวัติผู้ป่วยนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญในหลักสูตรการสอนบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินเลยทีเดียว เรามาดูกันว่า ชาวกู้ชีพต้องเรียนรู้เรื่องการซักประวัติผู้ป่วยอย่างไรกันบ้าง

การซักประวัติผู้ป่วยเป็นการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ประวัติการเจ็บป่วย เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญที่สุดในการประเมินผู้ป่วย เพราะเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ถ้าข้อมูลที่ได้รับมีความครบถ้วนและถูกต้องมากเท่าใด การวินิจฉัยโรคก็มีความถูกต้องมากเท่านั้น โดยทั่วไปการซักประวัติ จะใช้อักษรช่วยจำ SAMPLE โดยข้อมูลที่ได้จากการซักประวัติ ประกอบด้วย 

 

       Signs and Symptoms  = อาการและอาการแสดง 

               Allergies = ประวัติการแพ้ยา อาหารหรือสารเคมี 

               Medication = ประวัติการใช้ยา 

               Past History = ประวัติการเจ็บป่วย/บาดเจ็บในอดีต 

 

               Last oral intake = การรับประทานครั้งสุดท้าย 

 

               Event = เหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการเจ็บป่วยในครั้งนี้ 

 

 

 

อาการและอาการแสดง (Sign and Symptom) 

ผู้ป่วยทางอายุรกรรม จะมีความหลากหลายของอาการและอาการแสดง ซึ่งสัมพันธ์กับอาการสำคัญของผู้ป่วยอย่างมาก เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการหอบเหนื่อยอาจมีอาการขาบวม เจ็บหน้าอกร่วมด้วย ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ร่วมด้วยก็ได้ ดังนั้นการซักประวัติผู้ป่วยว่ามีอาการอื่น ๆ หรือความรู้สึกอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ได้จากการซักประวัติการเจ็บป่วยตามระบบอวัยวะนั่นเอง  ซึ่งอาจจะใหช้หลัก  OPQRST (Onset, Provocation, Quality, Radiation, Severity, Time) ช่วยในการจำก็ได้คือ 

-วันเวลาที่เริ่มต้นมีอาการ (Onset) ให้ผู้ป่วยอธิบายว่าอาการสำคัญนั้นครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อไร และ ขณะนั้นกำลังทำกิจกรรมใดอยู่ ถ้ามีอาการสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกันสามารถบอกได้หรือไม่ว่าอาการและ อาการแสดงเหล่านั้น เกิดขึ้นตามลำดับก่อนหลังอย่างไร เช่น “ฉันมีอาการหอบเหนื่อยมา ๒ วันแล้ว และ ๑ ชม.ที่แล้วมีอาการเจ็บหน้าอกขึ้น”

-ปัจจัยกระตุ้น (Provocation) ให้ผู้ป่วยอธิบายว่ามีพฤติกรรมใดที่ทำให้อาการแย่ลงหรือดีขึ้น เช่น “การเดินทำให้อาการปวดมากขึ้น”

        -ลักษณะของอาการนั้น (Quality) เป็นการอธิบายลักษณะอาการสำคัญของผู้ป่วยด้วยภาษาทั่วๆ ไป เช่น ถ้าอาการปวดเป็นอาการสำคัญให้ผู้ป่วยอธิบายว่า อาการปวดนั้นเป็นอย่างไร เช่น ปวดเหมือน จะแตกออกจากกัน ปวดเหมือนมีอะไรแทง ปวดตื้อ ๆ เป็นต้น 

 

        -ลักษณะการกระจายหรือร้าวไปยังส่วนต่างๆ (Radiation) บางครั้งอาการปวดอาจจะร้าวหรือ กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้ผู้ป่วยอธิบายว่าอาการปวดกระจายหรือร้าวไปยังส่วนใด เช่น อาการเจ็บหน้าอกจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ Coronary อาจมีอาการร้าวไปยังต้นแขนซ้าย ด้านใน บริเวณคอ หรือขากรรไกรซ้าย เป็นต้น

 

        -ความรุนแรง (Severity) ในการประเมินความรุนแรงโดยเฉพาะอาการปวดของผู้ป่วย บางครั้งทำได้ ยาก การใช้ระดับคะแนนเต็ม ๑๐ (๑๐ – point scale) และอาจมีประโยชน์อย่างมากในการช่วย บอกระดับความรุนแรงของอาการปวด วิธีการคือให้ผู้ป่วยให้คะแนนความรุนแรงของอาการปวด ตั้งแต่ ๑-๑๐ โดยที่คะแนน ๑ หมายถึงอาการปวดเล็กน้อย และคะแนน ๑๐ หมายถึงคะแนนปวด มากที่สุด หลังจากที่ประเมินครั้งแรกแล้ว ในการประเมินครั้งต่อไปให้ใช้คะแนนเดิมในการประเมิน ความเจ็บปวดครั้งต่อไป 

 

        -ระยะเวลาที่มีอาการ (Time) ให้ผู้ป่วยบอกระยะเวลาของอาการสำคัญและอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น “มีอาการเจ็บหน้าอก ๑ ชม.มาแล้ว 

 

การแพ้ยา,อาหาร หรือสารเคมีอื่นๆ (Allergies) ให้สอบถามประวัติการแพ้ยา อาหารที่รับประทาน เช่น บางรายอาจแพ้อาหารทะเล หรือสารต่างๆ เช่น สารเคมีบางชนิด หรือแพ้พิษสัตว์แมลง เช่น ผึ้ง ต่อ แตน เป็นต้น  

 

ยาที่ได้รับ (Medication) ให้สอบถามถึงยาที่ผู้ป่วยกำลังรับประทานอยู่  อาจให้นำยาที่รับประทานอยู่ให้นำมาโรงพยาบาลมาด้วย ถ้าทำได้ ในผู้ป่วยสูงอายุบางครั้งไม่สามารถอธิบายเกี่ยวกับโรคหรือความเจ็บป่วยของตนเองได้ แต่สามารถบอกได้จากยาที่ผู้ป่วยกำลังรับประทานอยู่

 

ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past History) ควรซักประวัติการเจ็บป่วยในอดีตที่สำคัญของผู้ป่วย เช่น ประวัติการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การผ่าตัด ยาที่กำลังรับประทานอยู่ และผู้ป่วยได้รับการดูแลประจำจากแพทย์หรือไม่  

อาหารมื้อสุดท้าย (Last oral intake) อาจเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์และสำคัญสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด 

 

เหตุการณ์ที่นำมาสู่การเจ็บป่วยครั้งนี้(Event) นำข้อมูลที่ได้มาเรียงลำดับก่อนหลังของเหตุการณ์ ที่ทำให้ผู้ป่วยต้องร้องขอความช่วยเหลือ ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ควรซักประวัติว่ามีอุบัติเหตุหรือไม่เพราะฉะนั้น เมื่อท่านได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยกู้ชีพ ก็อย่าเพิ่งรำคาญ  และควรเตรียมข้อมูลเหล่านี้ ให้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ของตัวผู้ป่วยเองครับ 

 

 

 

 

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก ตำราประกอบการอบรม หลักสูตรพนักงานฉุกเฉินทางการแพทย์ เวชกรฉุกเฉินระดับต้น EMT-B สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

 | วันที่ 25/11/2555

IeO1 187


 รองเลขาสพฉ. ชี้ปมดราม่า รพ.เอกชนโขกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยเกินจริง
 10 เคล็ดลับ ขึ้นรถตู้โดยสารให้ปลอดภัย
 รู้หรือไม่ !!! ทำไมรถพยาบาลต้องเขียนคำว่า AMBULANCE กลับด้าน
 สพฉ.เปิดข้อมูลผู้ป่วยปวดท้องในช่วงเทศกาลตรุษจีนเดือนกุมภาพันธ์มากกว่า 8 พันคน แนะควรปรุงอาหารไหว้เจ้าให้สุกสะอาดก่อนนำมาบริโภค
 เตือนภัยอากาศร้อนเสี่ยงโรคลมแดดอันตรายถึงตาย


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669