รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            แนะแก้กม.สถานพยาบาล หลังปชช.ถูกเรียกเก็บเงินค่ารักษาจาก รพ.เอกชนแม้เจ็บป่วยฉุกเฉิน


 

           


     
        เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ณ ห้องประชุมสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเชิงนโยบาย เรื่องการสร้างความเป็นเอกภาพและบูรณาการสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบประกันสุขภาพภาครัฐ ครั้งที่ 7 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมได้มีการหารือและพิจารณาเรื่อง ข้อเสนอการพัฒนาการคุ้มครองสิทธิของประชาชนตาม พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ และความก้าวหน้าการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธิ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น ซึ่งเป็นความต่อเนื่องของรัฐบาลในการดำเนินการตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำและบูรณาการสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างถ้วนหน้าและเสมอภาคกัน  โดยมี นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย
          ภายหลังการประชุมฯ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์) ได้รายงานสถานการณ์กองทุนผู้ประสบภัยจากรถที่ผ่านมาพบว่ามีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสูง แต่มีการจ่ายสินไหมทดแทน ไม่ถึงครึ่ง เช่น ในปี 2551 ค่าเบี้ยประกันภัย 10,631 ล้านบาท แต่จ่ายสินไหมทดแทน 4,535 ล้านบาท หรือร้อยละ 43  มีค่าใช้จ่ายบริหารจัดการ 4,713 ล้านบาทหรือร้อยละ 45  และมีกำไร 1,311 ล้านบาทหรือร้อยละ 12   ขณะเดียวกันกระบวนการมีความยุ่งยาก ทั้งการใช้สิทธิของประชาชนผู้ประสบภัย และเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาล มีความซ้ำซ้อนของภารกิจตามระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และระบบหลักประกันสุขภาพอื่น เช่น ในปี 2554 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ สปสช. จ่ายค่ารักษากรณีประสบภัยจากรถแทนประมาณ 1,300 ล้านบาท
          ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถได้รับบริการรักษาพยาบาลตามความจำเป็นโดยที่ระบบต้องอำนวยความสะดวก เพื่อให้เข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม และการบริหารจัดการที่ต้องมีประสิทธิภาพ ทั้งการเบิกจ่ายค่ารักษา การแจ้งใช้สิทธิ ลดความซ้ำซ้อน ที่ประชุมโดยนายกรัฐมนตรีจึงได้มีมติตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาการคุ้มครองสิทธิระบบการคุ้มครองสิทธิของผู้เอาประกัน ตาม พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อศึกษารายละเอียดในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และให้นำเสนอแนวทางการแก้ไขในการประชุมครั้งต่อไป
          สำหรับผลการดำเนินงานโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 3 กองทุนในรอบ 1 ปี  ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555-31 มีนาคม 2556    พบว่ามีประชาชนเข้าถึงบริการ  22,453 ราย   แบ่งเป็นสิทธิข้าราชการ  11,419  ราย  หรือ ร้อยละ 50.86   สิทธิหลักประกันสุขภาพหรือ 30 บาทเพิ่มคุณภาพ 9,101 รายหรือร้อยละ 40.53  สิทธิประกันสังคม 1,462 รายหรือร้อยละ 6.51 และสิทธิอื่น ๆ 471 รายหรือร้อยละ 2.1 จากโรงพยาบาลเอกชนที่ผู้ป่วยไปใช้บริการ 245 แห่งจากทั้งหมด 353 คิดเป็นร้อยละ 69.4  จำนวนเงินที่จ่ายชดเชยแล้ว 328.4 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตามการดำเนินการที่ผ่านมายังพบประชาชนถูกเรียกเก็บเงิน 1,148 ครั้ง  หรือ ร้อยละ 5.35 ของจำนวนการใช้บริการทั้งหมดกว่า 20,000 ครั้ง แม้เป็นสัดส่วนที่น้อยแต่ก็ต้องมีการแก้ไข โดยกระทรวงสาธารณสุขจะชี้แจงทำความเข้าใจโรงพยาบาลเอกชนเพื่อลดปัญหาการเรียกเก็บเงินจากประชาชน ร่วมกับการพัฒนาระบบตรวจสอบเวชระเบียนเพื่อให้มีความถูกต้องโปร่งใส และพัฒนาระบบประเมินภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วเมื่อ 1 เมษายน 2556  และให้สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข พิจารณาออกกฎกระทรวงหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 เพื่อให้สถานพยาบาลดูแลรักษาผู้ป่วยจนพ้นวิกฤติตามเจตนารมณ์ของนโยบาย โดยไม่เก็บเงินประชาชนแต่เบิกชดเชยจากเคลียริ่งเฮาส์ของ สปสช. แทน ขณะที่การประสานหาเตียงเคลื่อนย้ายเมื่อพ้นภาวะวิกฤติ ในพื้นที่ กทม. ยังไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเฉลี่ย 3 วัน โดยเฉพาะสิทธิข้าราชการซึ่งไม่มีหน่วยบริการประจำ การแก้ไขนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นเจ้าภาพและกำกับติดตามการจัดระบบสำรองเตียง โดยทางโรงพยาบาลราชวิถีร่วมเป็นศูนย์กลางในการประสานหาเตียงกับโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์
          นอกจากนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รายงานที่ประชุมฯ รับทราบเกี่ยวกับกรณีที่ได้รับหนังสือร้องเรียนขอความอนุเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทีไม่เป็นธรรมจากการรักษาพยาบาลตามนโยบายของรัฐบาลกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ของนางสุภัคคินี อชินีทองคำ พร้อมมอบหนังสือร้องเรียนดังกล่าวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป


สปสช.แนะแก้กม.สถานพยาบาล หลังปชช.ถูกเรียกเก็บเงินค่ารักษาจาก รพ.เอกชนแม้เจ็บป่วยฉุกเฉิน ตั้งงบปี 57 จำนวน 4 พันล้านให้พนัก ขรก.-พนักงานท้องถิ่นเบิกจ่ายแทนต้นสังกัด ตั้ง สปสช.เป็นศูนย์กลางคุมระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากทุกกองทุน

        นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมเชิงนโยบายเรื่องการสร้างความเป็นเอกภาพและบูรณาการสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบประกันสุขภาพภาครัฐ ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ทำหน้าที่จัดการธุรกรรมการเบิกจ่าย และระบบข้อมูลบริการสาธารณสุข (National Clearling House) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการบูรณาการและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดระบบประกันสุขภาพ ทั้งนี้ สปสช.จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวกและเรียกเก็บค่าบริการสาธารณสุขในระบบเดียวกัน ไม่ว่าจะขอเบิกจากกองทุนใด ให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ โดยจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้
          นพ.ทศพร กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลของพนักงานข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น โดยต่อไปจะให้เบิกจ่ายจาก สปสช. แทนจากเดิมที่ให้เบิกกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณปี 57 ไว้เพื่อรองรับการดำเนินการเรื่องนี้จำนวน 4 พันล้านบาท และหากไม่เพียงพอจะตั้งงบประมาณปี 58 ในภายหลัง ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา ทาง รมว.สาธารณสุข ได้ลงนามในร่างพระราชกฤษฎีกา เพื่อกำหนดให้พนักงานและลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขได้ โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งไปดำเนินการจัดระบบ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ทันในวันที่ 1 ต.ค.56
          นพ.ทศพร กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ในที่ประชุม สปสช.ได้รายงานปัญหาและอุปสรรคของการเข้ารับบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายไว้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.55 ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน 1130 พบว่าในช่วง 11 เดือนมีประชาชนร้องเรียนว่าถูกโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินจำนวน 1,148 ราย จากการตรวจสอบพบว่าผู้ป่วยจำนวน 150 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 14.53 เข้ารับบริการด้วยอาการไม่ฉุกเฉินตามที่กำหนดทำให้โรงพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ ส่วนทีเหลืออีก 882 ราย หรือร้อยละ 85.47 เข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉินจริง ที่ไม่ควรถูกเรียกเก็บเงิน อย่างไรก็ตามทาง สปสช.ได้เสนอทางแก้ไขว่าเนื่องจาก พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ไม่ได้กำหนดเรื่องการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลไว้ จึงไม่มีข้อบัญญัติทางกฎหมายหรือบทลงโทษในการเรียกเก็บเงิน จึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับนโยบาย โดยมอบให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดำเนินการ

ที่มาข้อมูล สำนักโฆษกทำเนียบรัฐบาลและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์




 | วันที่ 28/04/2556

IeO1 723


 สพฉ.จัดแข่งขันแรลลี่กู้ชีพ เน้นสร้างประสบการณ์ให้ทีมกู้ชีพในหลายหลายสถานการณ์ “ระเบิด-ผู้ป่วยติดเชื้อ-อุบัติเหตุ” เชื่อเพิ่มศักยภาพการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ เขตสุขภาพที่ 7 ซิวแชมป์ทุกระดับการแข่งขัน
 เลขาฯ สพฉ. วอนผู้สร้างหนัง ละคร ถ่ายทอดข้อมูลการช่วยคนเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ถูกต้องแก่ประชาชน
 เตรียมจัดประชุมวิชาการเรื่องการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุและภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมส่วนภูมิภาค Trauma & surgical emergency 2017
 สพฉ. ลงนามเอ็มโอยูร่วมกับเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉินพิษณุโลก
 สพฉ. จับมือ กระทรวงศึกษาธิการ ลงนามบันทึกความร่วมมือ จัดหลักสูตร ปฐมพยาบาล –ฟื้นคืนชีพ และการใช้เครื่อง AED


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669