รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            รมว.สาธารณสุข มอบแนวทางขับเคลื่อนงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน


 

รมว.สาธารณสุข มอบแนวทางขับเคลื่อนงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงในสังคม เน้นการประชาสัมพันธ์สายด่วน 1669 ให้ประชาชนรับรู้เหมือนเป็นหมอประจำตัวยามฉุกเฉิน ขณะที่เลขาธิการ สพฉ. ชูกลยุทธ์การปฏิบัติงานเพื่อประสานความร่วมมือเครือข่ายมุ่งพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินก้าวไกลสู่สากล

 


 


 เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ย. ที่โรงแรมทีเค พาเลซ  สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดประชุมชี้แจง “ทิศทางและกลยุทธ์การขับเคลื่อนสู่การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๕๗”  เพื่อชี้แจงนโยบายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบงานการแพทย์ฉุกเฉินของหน่วยงานระดับจังหวัด และผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อหาแนวทางการปรับปรุงและวางแผนแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานของหน่วยงานในระดับพื้นที่ ให้มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ และแผนหลักการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ (๒๕๕๖-๒๕๕๙) คือผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพมาตรฐาน โดยได้รับการช่วยเหลือและรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์ เพื่อลดและป้องกันความสูญเสียจากการที่ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องสูญเสียชีวิต อวัยวะ หรือเกิดความบกพร่องในการทำงานของอวัยวะสำคัญ รวมทั้งทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยรุนแรงขึ้นโดยไม่สมควร ทั้งในภาวะปกติและภาวะสาธารณภัย

 

นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของสภาพสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมโลก ส่งผลให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การดำเนินชีวิต ที่สำคัญทำให้อุบัติเหตุและภัยพิบัติต่าง ๆ มีความถี่และรุนแรงมากขึ้น ทำให้จำนวนการเจ็บป่วยฉุกเฉินของประชาชนทั้งจากโรคและจากอุบัติภัยต่างๆเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และปรับลดการช่วยเหลือจากหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินที่ล่าช้า ลดการขนย้ายผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะทำอันตรายซ้ำเติมให้แก่ผู้บาดเจ็บด้วย

 

สำหรับทิศทางการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ประจำปี ๒๕๕๗ จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญเพื่อการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อให้ได้มาตรฐานซึ่งบุคคลเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งในภาวะปกติและสาธารณภัย โดยมีการจัดการอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ครอบคลุมทุกมิติการดำเนินการการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ โดย บทบาทการทำงานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติประจำปี ๒๕๕๗  นั้นจะอยู่ในส่วนของการกำกับและให้ทิศทางในการดำเนินงานในด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งสพฉ.จะต้องเป็นหน่วยงานที่คิดและวางระบบต่างๆ ที่จะสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติและคนทำงานจะสามารถดำเนินงานได้ตามระบบ และคอยควบคุมกฎเกณฑ์และมาตรฐานทางเทคนิคเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ให้กับ สำงานงานสาธารณสุขฉุกเฉิน (สธฉ.)ที่จะเป็นฝ่ายดำเนินการหรือโอเปอเรเตอร์ และที่สำคัญเราจะต้องมีการแบ่งหน้าที่การทำงานออกเป็นระดับให้ชัดเจน

นอกจากนี้แล้วในส่วนของผู้ปฏิบัติในระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีอยู่มากมายหลายส่วนนั้น เราก็จะต้องนำมาแยกให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยว่าในแต่ละกรณีของการเกิดเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินหน่วยงานใดหรือผู้ปฏิบัติในส่วนใดจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ ซึ่งสพฉ.จะมีหน้าที่ในการสนับสนุนผู้ปฏิบัติในส่วนของเทคโนโลยีหรือสนับสนุนในส่วนขององค์ความรู้ต่างๆ ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ในส่วนของการบริการในส่วนของหมายเลข 1669 นั้น ที่ผ่านมาจะเป็นการแจ้งเหตุและร้องขอรถพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงสายด่วน 1669 ของเรานั้นตนอยากให้ทำหน้าที่เป็นหมอประจำตัวของประชาชนในการให้คำแนะนำในการปฐมพยาบาลอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ไม่รุนแรง เพื่อลดความแออัดที่จะเกิดขึ้นในโรงพยาบาล

ด้าน นายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า การดำเนินการให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพมาตรฐาน จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้นการประชุมในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการชี้แจงนโยบาย ตัวชี้วัดในการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อช่วยกันวางแผนและแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ให้มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังจัดให้มีการอภิปราย สรุปการดำเนินงาน และประมวลสถานการณ์ระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยที่ผ่านมาด้วย เพื่อถอดบทเรียนและหาแนวทางในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินต่อไป

 

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบงานการแพทย์ฉุกเฉินจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หัวหน้าศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการจังหวัด ผู้รับผิดชอบงานการแพทย์ฉุกเฉินโรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือผู้แทน รวมจังหวัดละ ๕ คน และ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ รวมทั้งสิ้นกว่า ๔๓๐ คน

 



 | วันที่ 14/11/2556

IeO1 740


 เปิดวิสัยทัศน์ “นพ.อนุชา”เลขาสพฉ.คนใหม่ ชูแนวทาง 5 ค. ครอบคลุม คล่องแคล่ว คุณภาพ คุ้มครอง ครบ 24 ชั่วโมง
 สพฉ.จับมือ สสจ.สตูล จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การกู้ชีพและช่วยชีวิตทางน้ำ
 จัดเวทีประชุมการแพทย์ฉุกเฉิน อปท.ระดับชาติ ผนึกกำลังเดินหน้างานแพทย์ฉุกเฉิน ลดช่องว่างพื้นที่ขาดแคลนกู้ชีพ เพิ่มโอกาสช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน
 สพฉ.ชื่นชมนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” ประสบผลสำเร็จ และลดปัญหาความแออัดของผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉิน
 สพฉ.จับมือมูลนิธิภาคเอกชน ลงนามความร่วมมือ เร่งพัฒนาช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669