รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            ผนึกทีม'แพทย์ฉุกเฉิน'พร้อมช่วยเหลือ ลดสูญเสียเหตุปะทะการชุมนุม


 
   "นอกจากทีมแพทย์ของศูนย์ฯ แล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยกู้ชีพอื่นๆ เข้าปฏิบัติงานด้วย โดยจะมีการแสดงตัว หรือการใส่ชุดฟอร์มในแบบต่างๆ กัน เช่น ใส่ชุดขาวปักเลขหมาย 1669 ที่ด้านหลัง หรือชุดขาวปักคำว่า ศูนย์เอราวัณหรือของกรมแพทย์ซึ่งจะเป็นชุดการทำงานของหน่วยกู้ชีพ คือ เป็นชุดสีขาวมีปลอกแขนกากบาทสีเขียว รวมทั้งชุดของสภา กาชาดไทย จะเป็นเสื้อขาวคล้ายเสื้อเอี๊ยมมีกากบาท สีแดงที่หน้าอก"


         
          การชุมนุมของคนหลากหลายกลุ่มต่างความคิดเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เรื่องของความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามหากต้องเผชิญอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า "ม็อบ"
          เมื่อมีการชุมนุม สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การปะทะ การได้รับบาดเจ็บ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จึงจัดตั้ง'ศูนย์ประสานงานสารสนเทศเพื่อความปลอดภัยของการปฏิบัติการฉุกเฉินในเหตุการณ์ ความไม่สงบทางการเมือง" ขึ้นระหว่างวันที่ 13-25 มกราคม 2557 โดยร่วมกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สภากาชาดไทย ศูนย์เอราวัณ รวมทั้งตำรวจ และมูลนิธิต่าง ๆเพื่อเตรียมพร้อมและสนับสนุน ประสานงานการปฏิบัติงานต่าง ๆ ให้เกิดความปลอดภัย และให้มีการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ในด้านความปลอดภัยระหว่างสถานการณ์การชุมนุม
          นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงการดำเนินงานให้ฟังว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นองค์กรที่เฝ้าดูเรื่องคุณภาพ เรื่องมาตรฐานของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุการณ์การชุมนุม หรือเกิดความขัดแย้งต่าง ๆ มีสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นกังวล คือ เรื่องของความปลอดภัยของคนทำงาน โดยเฉพาะความปลอดภัยของหน่วยกู้ชีพต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่หน้างาน เพราะถ้าเป็นการทำงานที่มีเรื่องของความขัดแย้งเข้ามาเกี่ยวข้องก็จะเกิดความเสี่ยง จึงมีการตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าวขึ้นมา เพื่อคอยเตือน ประเมิน ให้กับผู้ปฏิบัติงานในหน่วยกู้ชีพ รวมทั้งมูลนิธิต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่โดยมุ่งเน้นว่า จะทำอย่างไรเวลาเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัย
          "ศูนย์ฯ จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการดำเนินงาน ตลอดจนปัญหา ข้อขัดข้อง และแนวทางแก้ไขให้คณะกรรมการอำนวยการดำเนินงานทราบทุกวัน หรือติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งมีการเตรียมความพร้อมด้านระบบสื่อสารให้พร้อมใช้ตลอด 24 ชั่วโมง และพิจารณาตัดสินใจการใช้รถสื่อสารสั่งการเคลื่อนที่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์ฯ สนับสนุนการลำเลียงผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บทางบก อากาศยาน และทางน้ำ โดยประสานการปฏิบัติการของชุดปฏิบัติการ และผู้ปฏิบัติการภาคสนามให้เกิดความปลอดภัยในขณะปฏิบัติหน้าที่"
          โดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีกิจกรรมที่ดำเนินงานร่วมกับกลุ่มอากาศยาน ทั้ง ตำรวจ ทหาร และเอกชน  เพื่อให้บริการเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้พาหนะในการ โยกย้ายผู้บาดเจ็บอยู่แล้ว จึงมีการนำมาใช้กับสถานการณ์การชุมนุมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสริม ทีมให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถช่วยให้ผู้ป่วย ถึงมือแพทย์เฉพาะทางได้เร็วขึ้นเพื่อลดความสูญเสีย
          ด้านการทำงานของศูนย์ฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ลงปฏิบัติการภาคสนาม โดยจะต้องประสานงานกับผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ เพื่อขอข้อมูลด้านความปลอดภัย โดยผู้ปฏิบัติงานจะต้องใส่ชุดที่แสดงสัญลักษณ์ในการปฏิบัติการของชุดปฏิบัติการ โดยมีอักษรคำว่า Safety Officer หรือ เจ้าหน้าที่ควบคุมความปลอดภัย และจะต้องทำหน้าที่ประมวลผลความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง มีการบันทึกถ่ายภาพประกอบเพื่อความน่าเชื่อถือ
          นอกจากทีมแพทย์ของศูนย์ฯ แล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยกู้ชีพอื่น ๆ เข้าปฏิบัติงานร่วมด้วย โดยจะมีการแสดงตัว หรือการใส่ชุดฟอร์มในแบบต่าง ๆ กัน เช่น ใส่ชุดขาวปักเลขหมาย 1669 ที่ด้านหลัง หรือชุดขาวปักคำว่าศูนย์เอราวัณหรือของกรมแพทย์ซึ่งจะเป็นชุดการทำงานของหน่วยกู้ชีพ คือ เป็นชุดสีขาวมีปลอกแขนกากบาทสีเขียว รวมทั้งชุดของสภากาชาด ไทย จะเป็นเสื้อขาวคล้ายเสื้อเอี๊ยมมีกากบาท สีแดงที่หน้าอก รวมทั้งในตอนกลางคืนจะใส่เสื้อกั๊กสะท้อนแสงด้วย ซึ่งชุดดังกล่าวล้วนเป็นชุดของเจ้าหน้าที่ของหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทั้งสิ้น
          โดยจะมีการเฝ้าระวังให้กับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพต่าง ๆ ที่เข้ามาในพื้นที่สามารถเตรียมรถมารออยู่ในที่ปลอดภัยได้ และเมื่อเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่จะต้องมีการรายงานตัวต่อหัวหน้าชุดปฏิบัติงานในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะมีการประสานงานกับตำรวจ หรือแม้แต่ทีมผู้นำของกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ เพื่อให้ทราบว่ากลุ่มนี้ที่เข้ามาเป็นทีมแพทย์ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง แต่มารอรับ มารอช่วยผู้บาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการตรวจค้นเพื่อจะได้เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
          "ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของความปลอดภัย แต่การปฏิบัติงานของศูนย์ฯ ยังช่วยประเมินการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย เช่น ประเมินการจอดรถยนต์ฉุกเฉินว่าจอดชิดกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากเกินไปหรือไม่ บางพื้นที่จอดใกล้เกินไปซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานไม่สะดวกเพราะเสียงลำโพงดังเป็นอุปสรรคในการสื่อสารเพราะพูดกัน ไม่ได้ยิน"
          ทั้งนี้ในแต่ละวันจะมีเจ้าหน้าที่แต่งชุดฟอร์มและรถของทางสถาบันแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ขับเวียนไปตามจุดที่มีการชุมนุม รวมทั้งจุดที่มีรถฉุกเฉินจอดอยู่ เพื่อตรวจดูความพร้อม การปฏิบัติงานตลอดทั้งวัน อาทิ ตรวจดูช่องทางการเดินรถว่าเส้นทางใดที่รถฉุกเฉินสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว หรือพื้นที่ใดที่รถฉุกเฉินสามารถเข้า-ออกได้สะดวก ซึ่งถ้าตรวจดูแล้วมีความเสี่ยงก็จะนำข้อมูลดังกล่าวมาแจ้งเตือนเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงาน อีกทั้ง การนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลมีความพร้อมหรือไม่
          นพ.อนุชา กล่าวต่อว่า อาการบาดเจ็บ หรือการเจ็บป่วยที่พบโดยทั่วไปเมื่อมีการปะทะ รวมไปถึงมีการยิงกัน มีการปาระเบิด การทำร้ายร่างกายกัน แก๊สน้ำตา ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อมีความขัดแย้ง ซึ่งภาวะฉุกเฉินของมนุษย์จะมีอาการแตกต่างกันไป เช่น หอบ เหนื่อย หายใจไม่ออก หน้ามืด โดยบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง คือ ผู้สูงอายุ เมื่ออยู่ในสถานการณ์การชุมนุมมักจะมีอาการเครียด เจ็บหน้าอก ภาวะน้ำตาลต่ำบางรายถึงขั้นช็อกไปเลยก็มี จำเป็นต้องระวังเป็นอย่างมาก
          อีกอาการหนึ่งที่ต้องระวัง คือ เมื่อมีมวลชนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก อาจเกิดการแตกฮือ เกิดการเหยียบกัน เกิดการล้มทับกันได้ รวมทั้งในกรณีที่ม็อบหรือผู้ชุมนุมไปอยู่ในพื้นที่สูง เช่น สะพานลอย อาคาร เมื่อเกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายขึ้นก็สามารถเกิดภาวะกระเด็นตกลงมาจากที่สูงได้เช่นกัน
          "ถ้าเป็นไปได้ ไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมให้หลีกเลี่ยง หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นเข้าร่วมชุมนุมหรือต้องผ่านเข้าไปในพื้นที่ก็ตาม ควรพกยาที่ต้องใช้เมื่อเกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉินไว้ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว  เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ยาแก้หอบหืด"
          ในการปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะในสถานการณ์การชุมนุม การแสดงตนให้ชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้ป่วยแล้ว ยังทำให้เกิดความปลอดภัย และทำให้สะดวกรวดเร็วในการทำงาน ดังนั้น หากพบเห็นรถพยาบาล หรือทีมกู้ชีพ ช่วยหลีกทางให้ด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และอย่าลืมหากเกิดการบาดเจ็บ หรือป่วยฉุกเฉิน โทรฯแจ้ง 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.
          แนวทางการปฏิบัติตัวเบื้องต้นหากถูกแก๊สน้ำตา
          1. ออกจากที่เกิดเหตุทันที และไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเว้นระยะห่างออกมาอย่างน้อย 120 เมตร และควรอยู่ที่สูง เหนือลม และไม่มีประกายไฟ
          2. เปลี่ยนเสื้อผ้า นำชุดเก่าใส่ถุงพลาสติกปิดปากให้สนิท
          3. ถอดเครื่องประดับทุกอย่าง เพราะสารตกค้างจะทำให้ระคายเคืองได้
          4. หากใส่คอนแทคเลนส์ให้รีบถอดทันที ห้ามขยี้ตา
          5. ล้างหน้า ตา ปาก ลำตัว ด้วยน้ำสะอาด น้ำเกลือเท่านั้น โดยเฉพาะบริเวณ ดวงตาควรใช้วิธีรินน้ำมากกว่าจุ่มหน้าลงไปในน้ำ
          แก๊สน้ำตาจะออกฤทธิ์ทันที ส่งผลให้เกิดอาการแสบตา ตาแดง น้ำตาไหล แสบปาก แสบคอ แสบผิวหนัง หายใจไม่ออก ซึ่งอาการควรทุเลาลงหลังจากท่านได้ปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าว แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 30 นาที ควรรีบไปโรงพยาบาล

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์




 | วันที่ 20/01/2557

IeO1 413


 ผนึกทีม'แพทย์ฉุกเฉิน'พร้อมช่วยเหลือ ลดสูญเสียเหตุปะทะการชุมนุม
 แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2556
 “เจ็บป่วยฉุกเฉิน-อุบัติเหตุ” ภัยร้ายคุกคามใกล้ตัวคุณที่ป้องกันได้
 ดูแลสุขภาพ 4 ช่วงวัย ห่างไกลโรค
 แพทย์รามาฯ ชี้ไทยมีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติมาก ระบุการบิน 4.7 ล้านครั้งมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669