รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ - พระราชปณิธาน กับมิติใหม่ของการแพทย์ฉุกเฉิน


 
  

  

 

มิติใหม่ของการแพทย์ฉุกเฉิน กับการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยอากาศยาน

 

“ประชาชนที่อยู่ห่างไกล จะมาโรงพยาบาลได้เฉพาะครั้งแรก เพราะมีภาวะเจ็บป่วยคุกคาม แต่ถ้าหมอนัดตรวจซ้ำครั้งที่  2 ครั้งที่ 3  ก็จะมาไม่ได้  เพราะเขาจะลำบากมากในการเดินทางมารับบริการ ดังนั้นควรจะมีการขยายเครือข่ายการดูแลสุขภาพให้ถึงระดับตำบล ให้สามารถดูแลเบื้องต้นเมื่อเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉิน และสามารถส่งต่อผู้ป่วยมาถึงหน่วยที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  พระองค์ทรงตรัส ไว้เมื่อวันที่  25  ธันวาคม  2551     ด้วยเพราะเล็งเห็นความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ประกอบกับเหตุการณ์ที่แพทย์ประจำพระองค์มีอาการ  Heart attack ที่เขื่อนอุบลรัตน์  อำเภออุบลรัตน์  จังหวัดขอนแก่น แม้จะได้รับการรักษาโดยเร็วที่ รพ.อุบลรัตน์ แต่อาการไม่ดีขึ้นจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาที่โรงพยาบาลขอนแก่น จึงต้องมีการประสานเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดว่า “หากประชาชนทั่วไปได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารจะทำอย่างไร”

จากนั้นไม่นาน ยังมีเหตุการณ์ที่ท้าทาย สำหรับการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทย คือเหตุการณ์อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถตู้ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน  มี ผู้ป่วยจำนวน  2  ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลศรีสังวาลย์  เพื่อให้การช่วยเหลือ แพทย์ตรวจพบว่าผู้ป่วยชายเส้นเลือดขาซ้ายฉีกขาดจากกระดูกหักอาจถูกตัดขาถ้าได้รับการรักษาล่าช้า  ผู้ป่วยหญิงสมองถูกกระทบ กระเทือน พูดได้เป็นคำ ๆ แต่เครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ไม่พร้อม  จึงจำเป็นต้องส่งผู้ป่วยชายไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และผู้ป่วยหญิงไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงที่จะรับผู้ป่วยไว้รักษาได้ แต่การเดินทางด้วยรถพยาบาลจะต้องใช้เวลาเดินทาง 5 – 7 ชั่วโมง จึงเกรงว่าผู้ป่วยอาจเสียชีวิตระหว่างเดินทางหรืออาจพิการเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงเท้าข้างซ้ายไม่พอ โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ จึงได้ประสานงานกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์จากหน่วยบินตำรวจให้นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่และโรงพยาบาลนครพิงค์ เพื่อร่นระยะเวลาเดินทางให้เร็วที่สุดซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทางเหลือเพียง   1 ชั่วโมง  จนปัจจุบันผู้ป่วยทั้งสองรายมีอาการดีขึ้น


ในปีต่อมา พ.ศ. 2552  เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารเสือป่าพลาซ่า เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 10  ชั้น ต้นเพลิงเกิดที่ชั้น  2  ทำให้มีผู้ติดค้างเป็นจำนวนมาก กรุงเทพมหานครจึงได้ประสานสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และหน่วยบินตำรวจให้น้ำนำเฮลิคอปเตอร์  จำนวน  2  ลำ เข้าให้การช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่บนชั้นดาดฟ้า  จำนวน  27 คน   โดยนักบินได้นำเฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนชั้นดาดฟ้า รพ.กลาง เพื่อนำผู้ที่ติดค้างที่ดาดฟ้าออกจากตัวอาคารเสือป่าพลาซ่าทั้งหมด สำหรับผู้บาดเจ็บเบื้องต้นมีจำนวนทั้งสิ้น  46 ราย   

 จากเหตุการณ์ทั้ง 3 นี้ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุข และจากหลากหลายกระทรวงรวมทั้งคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (กพฉ.) เห็นพ้องต้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะมีการจัดทำโครงการการบริหารจัดการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยอากาศยานปีกหมุน (เฮลิคอปเตอร์) ขึ้นในเมืองไทย 

 

อากาศยานการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทย

    

แม้ว่าในประเทศไทยจะมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ในภารกิจทางทหาร มาหลายสิบปีแล้ว แต่สำหรับประชาชนทั่วไปดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ห่างไกล รวมถึงคงมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งที่สูงมาก จึงไม่มีใครคาดคิดว่าสิทธิในการบินยามฉุกเฉิน หรือการได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินทางอากาศยานจะเกิดขึ้นได้

แต่ด้วยเพราะความจำเป็นและถือเป็นการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศยานของประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น จากความร่วมมือ และการวางแผนร่วมกันของหลายหน่วยงาน เค้าโครงความสำเร็จจึงเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี พ.ศ. 2552  โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติทางอากาศยานได้กำเนิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กับหน่วยงานที่ลงนามความร่วมมือและทำข้อตกลงกัน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลกรุงเทพ บริษัทกานต์นิธิเอวิเอชั่น ฯลฯ  

สำหรับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศยานดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มโอกาสในระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ทุรกันดาร พื้นที่ห่างไกล พื้นที่เกาะ  พื้นที่ประสบภัย หรือพื้นที่ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยพาหนะปกติ  โดยปัจจุบันมีอากาศยาน ที่ใช้ในการปฏิบัติการฉุกเฉินประมาณ 100 ลำ

และเพื่อความครอบคลุมในการให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินมากขึ้น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินจึงได้ขยายระบบและพัฒนาจุดศูนย์กลางการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศยานในแต่ละภูมิภาคขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมีการสำรวจจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จนปัจจุบันมีศูนย์กลางใน7 จุด ครอบครบทั้ง 5 ภูมิภาค หรือเรียกว่า “5REGIONS 7 CENTER”  





•    เขตภาคเหนือ : จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน

•    เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จ.นครราชสีมา

•    เขตภาคกลาง : จ.กรุงเทพมหานคร

•    เขตภาคใต้ตอนบน : จ.สุราษฏร์ธานี

•    เขตภาคใต้ตอนล่าง : จ.ปัตตานี



สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่จะได้รับการส่งต่อด้วยด้วยอากาศยานนั้น จะต้องอาการฉุกเฉินวิกฤติรุนแรง คือ มีอาการแสดงของผู้ป่วยในขณะนั้น คือ มีภาวะฉุกเฉินทางด้านหัวใจและระบบหายใจ มีการบาดเจ็บหลายระบบอย่างรุนแรง มีภาวะหมดสติจากเส้นเลือดในสมอง มีภาวะช็อคอย่างรุนแรง ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะและไขสันหลัง ภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม และตามคำวินิจฉัยของแพทย์เจ้าของไข้   นอกจากนี้จะต้องอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร  พื้นที่ห่างไกล   พื้นที่เกาะ  พื้นที่ประสบภัย หรือพื้นที่ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยยานพาหนะปกติได้ อาทิ ตึกสูงในกรณีเพลิงไหม้  และที่สำคัญคือระยะทางและระยะเวลา คือหากผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนจะมีผลต่อการมีชีวิตหรือทำให้พิการได้

อย่างไรก็ตามแม้ในระยะเริ่มต้นของโครงการการช่วยเหลือจะมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องการประสานกับหน่วยบินที่มีขั้นตอนการอนุญาตที่ซับซ้อนมาก ทำให้บางครั้งการช่วยเหลือผู้ป่วยมีความล่าช้า แต่เมื่อมีการพัฒนาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และจัดวางระบบการประสานงานที่ชัดเจนกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น ทำให้ปัจจุบันการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยอากาศยานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้เมื่อหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนบริการการแพทย์ฉุกเฉินร้องขอสนับสนุนการส่งต่อผู้ป่วยด้วยอากาศยาน (เฮลิคอปเตอร์) มาที่ศูนย์สื่อสารและสั่งการ 1669 ในแต่ละจังหวัด จากนั้นจะรายงานการขอรับการสนับสนุนการส่งต่อผู้ป่วยต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ     นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือแพทย์ที่ดูแลระบบ EMS จากนั้นเมื่อเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นชอบจึงประสานไปที่หน่วยบินในพื้นที่ที่ใกล้ที่สุด เพื่อขอรับการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินต่อไป




 | วันที่ 02/04/2557

IeO1 731


 สพฉ. พัฒนาแอพลิเคชั่นตรวจสอบมาตรฐานรถฉุกเฉิน เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วทั้งระบบ IOS และ Android เชื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ป่วยฉุกเฉิน
 เปิด 3 แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ลดอุบัติซ้ำซ้อน ลดสูญเสีย
 เปิดเส้นทางระบบปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศยาน
 แนะวิธีการขับขี่รถบนเส้นทางภูเขาที่ปลอดภัย
 ทำไม!!! คนเสียชีวิตมากช่วงเทศกาลสงกรานต์


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669