รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            “ เปิดข้อมูลสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อความพร้อมและการเตรียมการรับมืออย่างทันท่วงที”


 

" เปิดข้อมูลสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อความพร้อมและการเตรียมการรับมืออย่างทันท่วงที" 

 

"น้ำทะลักบางชัน มุดท่อ พังกำแพง จับตาคลอง แสนแสบระทึก" "ห้าแยกลาดพร้าวน้ำทะลวง จ่อจมเป็นคิวต่อไป"  "แจ้งวัฒนะ รามอินทรา บางเขนอ่วม  ม.เกษตรปิดหนีน้ำ"  ประโยคที่ข้างต้นนี้เป็นพาดหัวข้อข่าวจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศไทยในครั้งนั้นเป็นความทรงจำที่ฝังหลากหลายความรู้สึกของคนไทยอย่างไม่รู้ลืม ทั้งนี้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาได้มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยแล้วแทบจะทุกเหตุการณ์ บางเหตุการณ์ก็เป็นภัยพิบัติอุบัติใหม่ที่หลายฝ่ายยากที่จะเตรียมการในการรับมือในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะลดลง หากแต่กลับเพิ่มมากขึ้นตามสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมของโลกเรา วันนี้เราขอนำเสนอบทความพิเศษของ รศ.ดร. เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นการประเมินถึงความเสี่ยงของเหตุการเกิดอุทกภัยที่จะเกิดในอนาคต ทั้งนี้เพื่อให้พวกเราได้เตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที


ความเสี่ยง ความเปราะบาง และความล่อแหลม กับบทเรียน และทางออกในการจัดการอุทกภัยอย่างยั่งยืน เพื่อการเตรียมการรับมือโดย รศ.ดร. เสรี ศุภราทิตย์ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต

กรุงเทพฯและปริมณฑลในอดีตเคยเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งสำคัญหลายครั้ง (รูปที่ 1)โดยมีพื้นที่เสี่ยงสูงในบริเวณจังหวัดปริมณฑลเหนือกรุงเทพฯ (อยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี) ส่วนในกรุงเทพฯมีพื้นที่เสี่ยงฝั่งตะวันออกบริเวณทางน้ำผ่าน (หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง) พื้นที่ด้านเหนือ (ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม) และพื้นที่ฝั่งตะวันตก (ตลิ่งชัน ธนบุรี)  ผู้เขียนได้ทำการศึกษาและประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯพบว่าข้อมูลปริมาณน้ำฝนปริมาณน้ำเหนือในช่วงฤดูน้ำหลาก(ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-15) การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดิน(พื้นที่ชุ่มน้ำลดลงจากร้อยละ 60 เหลือร้อยละ25 ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา) การทรุดตัวของแผ่นดิน (ประมาณ 2-4ซม.ต่อปี) และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล(ประมาณ 2-3 มม.ต่อปี)ปัจจัยต่างๆที่สำคัญเหล่านี้จะส่งผลให้พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความล่อแหลมมากขึ้นนอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เป็นตัวเร่งให้ความถี่ และความรุนแรงเพิ่มขึ้น เช่น การสร้างคันป้องกัน การรุกล้ำพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นต้น

การศึกษานี้ได้สร้างแบบจำลองน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑลขึ้นโดยพบว่าหลายพื้นที่จะต้องจมอยู่ใต้บาดาลเป็นเวลา1-2 เดือนคือตั้งแต่จังหวัดเหนือน้ำพระนครศรีอยุธยาปทุมธานีมีน้ำท่วมขังทั้งหมดพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนนทบุรีพื้นที่ฝั่งธนบุรีและฝั่งตะวันออกกรุงเทพฯบางพื้นที่มีน้ำท่วมขังโดยมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่150,000 ล้านบาท (ไม่รวมความเสียหายจากนิคมอุตสาหกรรม)และที่สำคัญเป็นความยากลำบากในการบริหารจัดการมาตรการต่างๆที่เตรียมไว้จะไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเนื่องมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอนาคตจะมีความรุนแรงและสลับซับซ้อนจนยากที่จะแก้ไข

 

รูปที่ 1 ภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่น้ำท่วมปี 2549,2553 และ 2554 และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในอนาคต

เหตุการณ์ มหาอุทกภัย 2554 ได้ให้บทเรียนสำคัญที่สังคมควรจะได้รับรู้หลายบทเรียนคือ

1) สังคมไทยขาดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปยังระดับรากหญ้าที่ต้องเป็นผู้เผชิญเหตุ หรือตอบโต้เหตุเป็นลำดับแรก ทั้งๆที่มีรายงานหลายฉบับบ่งชี้ความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง แต่ก็ไม่ได้รับการเปิดเผย 2) สังคมไทยขาดการสื่อสารความเสี่ยง(Risk communication) ไปยังภาคประชาชน เป็นเหตุให้ชุมชนขาดความตระหนัก และการเตรียมความพร้อม นำมาซึ่งความสูญเสียที่รุนแรง เกิดความขัดแย้งของสังคมในหลายๆจุด

3) ขาดระบบสนับสนุนการตัดสินใจในเวลาเกิดเหตุการณ์ ที่ผู้นำสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจได้ทันทีโดยการใช้มาตรการป้องกัน และลดผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ

4) ขาดการประเมินความเสี่ยง และความรุนแรงจากเหตุการณ์ ทำให้มาตรการต่างๆที่จะนำมาใช้ในการลดผลกระทบไม่สามารถใช้ได้อย่างเหมะสม การกำหนดจุดอพยพที่ต้องย้ายแล้วย้ายอีก ภาพเหตุการณ์น้ำท่วมเส้นทางคมนาคมหลายสายเป็นสาเหตุทำให้ระบบการคมนาคมขนส่งหยุดชะงัก สร้างความสูญเสียให้ผู้ประกอบการขนส่ง ค้าส่ง ค้าปลีก รวมทั้งประชาชนทั่วไป

5) ขาดการบังคับใช้กฎหมาย (พรบ. ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ 2550) อย่างจริงจัง ทั้งๆที่มีแผนแม่บทรองรับการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการ ตั้งแต่ระดับชุมชน ไปจนถึงระดับนโยบาย (แผนการป้องกัน และลดผลกระทบจากภัย แผนการเตรียมพร้อมรับภัย แผนการจัดการในภาวะฉุกเฉิน และแผนการจัดการหลังการเกิดภัย)

ในการจัดการภัยพิบัติมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาดังรูปที่ 2 กล่าวคือ การลดผลกระทบจากภัยพิบัติจะสามารถทำได้โดยการลดความเปราะบาง และความล่อแหลมของชุมชน ซึ่งการลดผลกระทบจากภัยพิบัติคือการลดความเสี่ยงที่ไม่สามารถกำจัดได้ทั้งหมด ความเสี่ยงที่เหลืออาจเกิดมาจากความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ในอนาคต ดังนั้นการบูรณาการระหว่างการจัดการความเสี่ยง และการปรับตัวสำหรับชุมชนในทุกๆระดับ (ระดับท้องถิ่น จนถึง ระดับนโยบาย) จึงมีความจำเป็น ตัวอย่างของการปรับตัวในการลดผลกระทบจากอุทกภัยสำหรับปัจเจกบุคคลซึ่งอาจจะใช้วิธีการอยู่กับน้ำ (การสร้างบ้านใต้ถุนสูง หรือการสร้างบ้านลอยน้ำ) สู้กับน้ำ (การทำคันกั้นน้ำรอบพื้นที่ป้อกัน) หรือ หนีน้ำ (การถมดินให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมที่ผ่านมา)

 

รูปที่2องค์ประกอบของการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและตัวอย่างของการปรับตัวกับเหตุการณ์อุทกภัย

 

 

 | วันที่ 05/09/2555

IeO1 906


 สพฉ.จัดเวทีถอดบทเรียนเหตุการณ์ระเบิดสี่แยกราชประสงค์ เตรียมจัดทำคู่มือสำหรับผู้ปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินและประชาชนทั่วไป
 สพฉ.จัดฝึกอบรมหลักสูตร (ThaiSim) ดอนเมือง เตรียมความพร้อม รับมืออุบัติภัยในสนามบิน
 เปิด 4 จุดบอดที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากรถบรรทุก
 ดูแลสุขภาพ 4 ช่วงวัย ห่างไกลโรค
 สพฉ.จับมือผู้จัดละครรุกให้ความรู้ประชาชนผ่านผู้ผลิตหนังละครอย่างถูกวิธี เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669