รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

             "เพราะผู้ป่วยฉุกเฉินทุกคนคือคุณครู" ของชาวกู้ชีพ


 

วันที่16 มกราคม ของทุกปี ถือเป็นวันครูแห่งชาติ ซึ่งเป็นวันที่กำหนดขึ้นเพื่อรำลึกพระคุณของครู


คำว่า  “ครู” หมายถึง ผู้สั่งสอนศิษย์ หรือ ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ ซึ่งนับเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องแบกภาระไม่น้อย เพื่อให้คนๆ หนึ่งเติบโตเป็นผู้รู้วิชา และที่สำคัญคือ เติบโตเป็นคนดีของสังคม

ซึ่งในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง นอกเหนือไปจากพ่อแม่ซึ่งเปรียบเสมือน "ครูคนแรก" ของเราแล้ว ก็ยังมี “ครู” ที่เป็นผู้สั่งสอนวิชาความรู้

แต่สำหรับเราชาวกู้ชีพ และผู้ปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินก็เช่นกัน นอกจากครูที่สั่งสอนวิชาความรู้ ครูที่สำคัญอีกคนหนึ่ง ก็คือ “กลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉิน” ที่เป็นเสมือนห้องเรียน และเป็นบททดสอบความรู้ในชีวิต ที่แม้บางครั้งจะต้องผ่านความเจ็บปวด แต่ในทุกครั้งก็ทำให้พวกเราได้เรียนรู้ และเป็นบทเรียนเพื่อนำไปปรับใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินคนอื่นๆ ให้มีชีวิตรอดและปลอดภัย แม้ว่าเราจะไม่อยากให้มีใครต้องเจ็บป่วยฉุกเฉินก็ตาม ดังนั้น “กลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉิน” จึงเป็นเสมือนครู ให้กับวงการกู้ชีพของเราเพราะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนา และทำให้การจัดการระบบสอดคล้องกับสถานการณ์และความเหมาะสมมากขึ้น รวมถึงพัฒนาให้ผู้ป่วยฉุกเฉินทุกคนได้รับการบริการทางการแพทย์ที่เท่าเทียม เป็นธรรม และได้มาตรฐาน 

สำหรับการพัฒนาของระบบการแพทย์ฉุกเฉินนั้น ประเทศไทยเริ่มต้นจากการทำงานของมูลนิธิ และอาสาสมัครที่ได้ริเริ่มให้บริการขนส่งศพไม่มีญาติ และต่อมาได้พัฒนาการให้บริการรับส่งผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน ด้วย นี่จึงถือเป็นต้นกำเนิดของระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงการบริการได้โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

ต่อมาระบบการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทยก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ มีการพัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยชีวิตในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งมีการพัฒนาทักษะความรู้ต่างๆ เพิ่มขึ้นเร่อย จนในปี พ.ศ.2536 กระทรวงสาธารณสุขได้รับความช่วยเหลือทางเทคนิคจากJapan International Cooperation Agency (JICA) ในการจัดตั้งศูนย์อุบัติเหตุ (Trauma Center) ณ โรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งครอบคลุมการให้บริการช่วยเหลือก่อนถึงโรงพยาบาล (pre-hospital care)  และ พ.ศ.2537 โรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้เปิดให้บริการรถพยาบาลฉุกเฉินโดยใช้ชื่อว่า SMART (Surgico-Medical Ambulance and Rescue Team) ตามแผนป้องกันอุบัติภัยของกรุงเทพมหานคร และใน พ.ศ.2538 กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดตัวต้นแบบระบบรักษาพยาบาลก่อนถึงโรงพยาบาล ณ โรงพยาบาลราชวิถีในชื่อ“ศูนย์กู้ชีพนเรนทร” โดยภายหลัง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีและโรงพยาบาลเลิดสิน ได้เข้าร่วมเครือข่ายให้บริการด้วย

จากนั้นการพัฒนาก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งสำนักงานระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ขึ้นเป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินมาอย่างต่อเนื่อง จนก่อตั้งเป็น “สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ” ทำหน้าที่พัฒนางานการแพทย์ฉุกเฉินมาจนมีความก้าวหน้า ทำให้การแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย สามารถพัฒนาอย่างกระโดดไป ส่งผลให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพมาตรฐาน

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลของการพัฒนา ก็เกิดจากคุณครูคนสำคัญอย่าง “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” ทุกคน

 | วันที่ 16/01/2558

IeO1 773


 สพฉ.แนะดูแลหัวใจรับเทศกาลแห่งความรัก รณรงค์ใช้เครื่อง AED เตรียมพร้อมช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินจากโรคหัวใจ ระบุ ทุก ๆ หนึ่งชั่วโมงมีคนเสียชีวิต 6 คน ด้านคณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉินชี้ใช้เครื่อง AED ช่วยชีวิตเร็ว 1 นาทีจะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต 30 เปอร์เซ็นต์
 สพฉ.เตือนภัยเงียบในการเดินทางช่วงสงกรานต์ เปิดแอร์นอนในรถและปิดกระจก อาจถึงตาย
 แพทย์รามาฯ ชี้ไทยมีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติมาก ระบุการบิน 4.7 ล้านครั้งมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง
 สพฉ.จับมือผู้จัดละครรุกให้ความรู้ประชาชนผ่านผู้ผลิตหนังละครอย่างถูกวิธี เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้
 “เปิดต้นแบบการบริหารจัดการศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการจังหวัดสงขลา 1669


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669