รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            สพฉ.ปิดประชุมใหญ่วิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติครั้งที่ 9 มีมติเสนอต่อสภาปฏิรูป 4 ข้อ เ


 

 

 

สพฉ.ปิดประชุมใหญ่วิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติครั้งที่9  มีมติเสนอต่อสภาปฏิรูป 4 ข้อ เรียกร้องให้การดูแลตนเองเมื่อเกิดภัยและการปฐมพยาบาลบรรจุในหลักสูตรการเรียนทุกระดับชั้น พร้อมเสนอให้พนักงานขับรถพยาบาลต้องผ่านมาตรฐานขับขี่โดยเฉพาะ ขณะที่ “ตัวแทนวิชาชีพ” เรียกร้องให้มีการเปิดช่องทางการศึกษาด้านการแพทย์ฉุกเฉินถึงระดับปริญญาตรี  เสนอท้องถิ่นพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม และเร่งให้เกิดหมายเลขเดียวแจ้งทุกเหตุฉุกเฉิน ด้านสปช.รับลูกพร้อมเร่งดำเนินการ

วันนี้ (26 มี.ค.) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา ได้มีพิธีปิดการประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติประจำปี พ.ศ. 2558 ครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อเชื่อมห่วงโซ่คุณภาพการแพทย์ฉุกเฉินไทยเป็นวันสุดท้าย โดยในงานงานได้มีการเสวนาในห้วข้อ “ทำอย่างไรให้ทุกชีวิตปลอดภัยในรถพยาบาล” และมีการยื่นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉินไทยต่อกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ  พร้อมทั้งมีการมอบโล่รางวัล ใบประกาศเกียรติคุณ เข็มเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้ที่มีผลงานวิชาการและปฏิบัติการดีเด่น


 


โดยนพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวในการเสวนาว่า จากผลสำรวจการเสียชีวิตของคนไทยบนท้องถนนในช่วงปี พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมาพบคนไทยเสียชีวิตประมาณ 2 หมื่นรายต่อปี ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประเทศแถบเอเชียและสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งสาเหตุการตายนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการเชื่อมโยงต่อเจ้าหน้าที่ทำงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่มาจากทุกบนท้องถนนของคนไทย ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพบางรายต้องประสบอุบัติเหตุทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งปีที่ผ่านมามีรถพยาบาลฉุกเฉินเกิดอุบัติเหตุมากถึง 61 ครั้งและมีคนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ 130 ราย และตายอีก 19 ราย โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งโดยภาคอีสานจะเกิดเหตุบ่อยที่สุด โดยจังหวัดขอนแก่นเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือจังหวัดระยอง เชียงใหม่ นครศรีธรรมราชและจังหวัดเพรชบูรณ์

เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวว่าจากปัญหาดังกล่าวจะพบว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่พนักงานขับรถพยาบาลฉุกเฉินไม่เคยผ่านการอบรมการขับขี่รถพยาบาลที่ถูกต้องเลย ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไปจะต้องมีการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่องโดยสพฉ.ได้จัดโครงการอบรมพนักงานขับรถพยาบาลฉุกเฉินหรือสุภาพบุรุษนักขับขึ้นเพื่อให้พนักงานขับรถได้เรียนรู้หลักและแนวทางในการขับรถพยาบาลที่ปลอดภัย นอกจากนี้แล้วยังมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกหลักสูตรการขับรถพยาบาลให้ผู้ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ได้เรียนรู้และต้องผ่านมาตรฐานหลักเกณฑ์ที่เป็นระบบนี้ด้วย

นพ.ณรงค์ ธาดาเดช ตัวแทนผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งเราจะได้ให้ความสำคัญกับพนักงานขับรถโดยจะมีการเข้มงวดให้มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ซึ่งขณะนี้ทุกโรงพยาบาลได้มีมาตรการนี้แล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องมีการสำรวจความพร้อมของรถว่ามีความปลอดภัยตามมาตรฐานแค่ไหน ขณะที่ศูนย์รับเรื่องเพื่อที่จะส่งต่อผู้ป่วยเราได้เน้นย้ำให้มีการคัดกรองว่าผู้ป่วยรายไหนมีความสำคัญในการส่งต่อไปยังพื้นที่ก็จะให้เร่งดำเนิน แต่ถ้าผู้ป่วยที่ยังไม่มีความจำเป็นในการส่งต่อก็ให้รักษาในพื้นที่เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ซึ่งมาตรการในการแก้ไขระยะยาวเราจะแยกการสอบใบขับขี่พนักงานขับรถพยาบาลฉุกเฉินออกมาต่างหากโดยจะจัดให้มีใบขับขี่เฉพาะรถพยาบาลโดยจะมีการควบคุมความเร็วพร้อมทั้งติดตั้งระบบGPSเพื่อติดตามคนขับให้ขับรถพยาบาลอย่างปลอดภัยด้วย

ด้านนายศราวุธ เลิศพลังสันติ นักวิจัยประจำเครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่าปัจจุบันพบว่ารถพยาบาลฉุกเฉินและรถกู้ชีพของประเทศไทยเรายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลทั้งในส่วนโครงสร้างของตัวรถรวมไปถึงค่านิยมความปลอดภัยของคนไทยมักไม่คาดเข็มขัดนิรถภัยซึ่งอาจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุของเจ้าหน้าที่เอง ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการดำเนินการแก้ไขและเปลี่ยนทัศนคติกันต่อไป แต่สิ่งที่สามารถเปลี่ยนได้เลยคือสีและแสงของรถพยาบาลฉุกเฉินและรถกู้ชีพ ที่ควรจะทำให้เห็นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะคนตาบอดสีก็จะต้องทำให้เห็นได้โดยเปลี่ยนเป็นสีเขียวและสีเหลืองมะนาว ซึ่งในต่างประเทศได้มีการเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแล้ว ขณะที่การจัดวางเก้าอี้ภายในรถพยาบาลฉุกเฉินและรถกู้ชีพควรจะมีเฉพาะผู้ป่วยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นไม่ควรให้ญาติผู้ป่วยเข้ามาอยู่ด้านไหน

                ขณะที่ ดร.ณัฐกานต์ ไวยเนตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบสวนการเกิดอุบัติเหตุทางถนน สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข กล่าว่า จากประสบการณ์การทำงานและผลสำรวจการเกิดอุบัติเหตุของพนักงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ออกปฏิบัติหน้าที่พบว่า95เปอร์เซ็นต์เกิดจากความบกพร่องของคนขับซึ่งหากสังเกตให้ดีจะพบว่าเกือบทุกโรงพยาบาลโดยเฉพาะในต่างจังหวัดจะมีการนำรถจ้างเหมามาวิ่งให้บริการ ซึ่งกรณีนี้เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนขับมาจากไหนมีประวัติอย่างไรและคนเหล่านี้เคยผ่านการฝึกอบรมมาหรือไม่ จึงทำให้แพทย์และพยาบาลที่อยู่ในรถอยู่บนความเสี่ยง หากคนขับรถมีการขับเร็วเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่กล้าตักเตือนหรือหากตักเตือนไปคนขับรถก็จะโกรธและขับรถด้วยความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งนี้เคยมีกรณีที่เราตรวจระดับแอลกอฮอล์คนขับรถพยาบาลฉุกเฉินพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ที่สูงมากในช่วงกลางวันถือเป็นเรื่องที่แย่มาก ซ้ำร้ายยังมีการปิดบังข้อมูลในส่วนนี้จากเจ้าหน้าที่ตำรวจนี้ นอกจากนี้อีกวิกฤตหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบุติเหตุก็คือคนขับรถพยาบาลฉุกเฉินมักคิดว่าตนเองสามารถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรได้ ถือเป็นความเชื่อที่ผิดเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างยิ่ง ขณะที่พรบ.ประกันสุขภาพการเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับแพทย์พยาบาลตนอยากให้ปรับค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้มากขึ้นเพราะจากเดิมที่ให้อยู่ที่4 แสนบาทนับว่าไม่เพียงพอ นอกจากนี้ความเร็วในการขับรถก็ควรมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนขับรถว่าไม่ควรใช้ความเร็วเกิน90กิโลเมตรต่อชั่วโมง และตนอยากเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงเบอร์ 1669 เพราะเลข1669 เป็นเลขหลายตัวจำยาก และภายในรถพยาบาลควรจะมีเก้าอี้เจ้าหน้าที่การแพทย์และผู้ป่วยเท่านั้นไม่ควรมีเก้าอี้ของญาติ และในส่วนของอุปกรณ์ความปลอดภัยในรถพยาบาลควรมีการปรับปรุงให้ใช้ได้สะดวกสำหรับเจ้าหน้าที่การแพทย์เช่นเข็มขัดนิรภัยควรนำมาวางให้เห็นอย่างเด่นชัดเพื่อใช้ได้สะดวก

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากเวทีเสวนาเสร็จสิ้นลงตัวแทนเจ้าหน้าที่จากทีมสหสาขาวิชาชีพด้านการแพทย์ฉุกเฉินได้ร่วมกันยื่นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉินไทยต่อกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติโดยมีรายละเอียดในข้อเสนอดังนี้ 1. ข้อเสนอเพื่อคุ้มครองประชาชนในภาวะฉุกเฉิน เสนอกำหนดให้การดูแลตนเองเมื่อเกิดภัย การปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตตาโนมัติ(AED)อยู่หลักสูตรการเรียนทุกระดับ และอยู่ในโรงงาน สถานประกอบการ และกลุ่มอาชีพที่ดูแลความปลอดภัย และให้มีเครื่องมือปฐมพยาบาลและเครื่องAED ได้รับการติดตั้งเตรียมพร้อมในที่สาธารณะที่มีความเสี่ยงตามมาตรฐาน  2. ข้อเสนอเพื่อความคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ปฏิบัติการ  เสนอให้มีกฎหมายกำหนดให้พนักงานขับรถการแพทย์ฉุกเฉินต้องผ่านมาตรฐานการขับขี่เฉพาะ  รวมทั้งกำหนดมาตรการความปลอดภัยของรถการแพทย์ฉุกเฉินและการประกันภัยเป็นนโยบายเร่งด่วน  3. ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉินอย่างยั่งยืน เสนอให้มีระเบียบเปิดช่องทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจากระดับประกาศนียบัตรสู่ระดับปริญญาตรีของหลักสูตรการแพทย์ฉุกเฉินพร้อมเปิดช่องทางให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับมีโครงสร้างและมาตรฐานกำหนดตำแหน่งทั้งในภารรัฐและท้องถิ่น  4. ข้อเสนอเพื่อพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน  เสนอให้ท้องถิ่นเร่งดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินโดยมีงบประมาณสนับสนุนชัดเจนและกำหนดนโยบายเร่งพัฒนาการับแจ้งเหตุหมายเลขเดียวและการสั่งการที่มีประสิทธิภาพแม่นยำและทันเหตุการณ์

                ด้านพล.อ.ชูศิลป์ คุณาไทย ประธานกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข สภาปฏิรูป (สปช.)กล่าวว่า ในนามของสภาปฏิรูปแห่งชาติจะรับเรื่องนี้ไว้ เนื่องจากมีประเด็นหลายอย่างที่เรากำลังศึกษาอยู่อาทิเรื่องการปฏิรูประบบสื่อสารแห่งชาติที่ต้องปฏิรูปในเรื่องข้อมูลสุขภาพที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนที่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉินและยืนยันว่าต้องมี สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเข้ามาร่วมทำงานให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วย โดยจะยกให้สพฉ.เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการทั้งหมด  นอกจากนี้แล้วในกรณีเรื่องเบอร์ฉุกเฉินที่หลายฝ่ายได้มีข้อเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการจดจำง่ายและให้เป็นเบอร์เดียวที่สามารถรับเรื่องได้ทุกเรื่องคือหมาย112 ซึ่งเรื่องนี้ได้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสปช.เพื่อเตรียมประกาศใช้ต่อไป

////////////////////////////////////////////

 | วันที่ 26/03/2558

IeO1 682


 สพฉ. เปิดศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต UCEP Coordination Center อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและโรงพยาบาล ในการคัดแยกอาการของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต
 สพฉ. ร่วมกับ สมาคมรพ.เอกชน จัดประชุมพัฒนาเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉินภาคโรงพยาบาลเอกชน ระบุตั้งเป้าให้ให้ไทยเป็นผู้นำด้านการแพทย์ฉุกเฉินของAEC ภายในปีหน้า
 สพฉ. แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น รับมือ 3 ภัยเสี่ยงเทศกาลลอยกระทง
 สพฉ ส่งทีมช่วยเหลือทางการแพทย์ในภาวะภัยพิบัติ เข้าร่วมแข่งขันกับประเทศญี่ปุ่น หวังนำประสบการณ์การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินมาปรับใช้กับประเทศไทย พร้อมเล็งส่งต่อความรู้สู่ 10 ประเทศอาเซียน
 สพฉ.จัดประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติครั้งที่ 10 "เคลื่อนวงล้อคุณภาพการแพทย์ฉุกเฉินไทย”


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669