รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            เมาแล้วขับยังครองแชมป์สาเหตุหลักอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ เผยปี 55-57 เสียชีวิตถึง 347 คน และตายคาที่สูงกว่าครึ่ง


 

สพฉ. ระบุ เมาแล้วขับยังครองแชมป์สาเหตุหลักอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ เผยปี 55-57 เสียชีวิตถึง 347 คน และตายคาที่สูงกว่าครึ่ง ย้ำต้องเร่งรณรงค์ให้ผู้ขับขี่ต้องมีสติ “ง่วงไม่ขับ-โทรแชตไม่ขับ” ด้านประธานทุนง่วงอย่าขับเตือนหลับในเพียงวูบเดียว อุบัติเหตุรุนแรงเท่าตกตึก 10 ชั้น

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ. ) กล่าวว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และในช่วงเทศกาลการเกิดอุบัติเหตุยังเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า กว่าช่วงเวลาปกติ ดังนั้นการรณรงค์ให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงการป้องกันจึงเป็นเรื่องจำเป็น อย่างยิ่ง โดยเฉพาะสาเหตุหลักที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดคือ “เมาแล้วขับ” 

ทั้งนี้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างปี2555-2557 พบว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 347 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.63 จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด และในจำนวนนี้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุถึง 184 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 53.23 ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหากเมาแล้วขับ ส่งผลให้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นค่อนข้างรุนแรงและสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล นอกจากนี้อาจจะทำให้ผู้ขับขี่ที่ปฏิบัติตามกฎบนท้องถนนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย



เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจรที่สำคัญ คือ การขับรถโดยไม่มีสติ ทั้งจากการ “โทรศัพท์และแชตขณะขับรถ” หรือ “ง่วงแล้วขับ” โดยการแชตหรือโทรขณะขับรถจะทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ และละสายตาจากถนนส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ส่วนการง่วงแล้วขับนั้นเกิดจากการที่ร่างกายอดนอนพักผ่อนไม่เพียง ซึ่งจะทำให้สมองเฉื่อยชา  การตัดสินใจไม่ฉับไวมีและมีโอกาสวูบหลับได้เป็นครั้งคราว โดยการหลับในจะส่งผลให้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมีความรุนแรง ดังนั้นเราไม่ควรมองข้ามที่จะป้องกันในเรื่องนี้  เพราะแม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้วก็ประสบปัญหากับเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นจึงถือเป็นการบ้านอีกเรื่องที่จะต้องเร่งรณรงค์ให้ผู้ขับขี่มี “สติ” ขณะขับรถตลอดเวลา

ด้าน นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานทุนง่วงอย่าขับในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มูลนิธิรามาธิบดีกล่าวว่า จากการสำรวจผู้ขับขี่ทั่วไป พบว่า ร้อยละ 28-53 เคยหลับในขณะขับรถ และสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลับในขณะขับรถคือ การอดนอน นอนไม่พอนั่นเอง โดยจะเป็นการหลับสั้นๆ แวบเดียวไม่เกิน 10 วินาที เป็นการหลับๆตื่น ๆ หรือตายังอาจเปิดอยู่ขณะหลับใน ซึ่งถือว่าอันตรายมาก เพราะการหลับเพียง 4 วินาที  ในรถที่วิ่งด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. รถจะวิ่งต่อไปอีก 100 เมตร โดยที่ไม่มีคนควบคุมรถ ถ้ารถไปชนกับอะไรก็ตาม แรงกระแทกจะเท่ากับการตกตึกสูง 10 ชั้น ลักษณะการชนจะรุนแรงมาก เพราะคนขับไม่ได้หักหลบหรือเหยียบเบรก ทำให้บาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิตได้ทันที



 

ดังนั้นขณะขับรถ ผู้ขับขี่จะต้องคอยสังเกตอาการตัวเองว่าเข้าข่ายจะมีอาการหลับในหรือไม่  เช่น หาวนอนไม่หยุด ตาลืมไม่ค่อยขึ้น และเมื่อความง่วงนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การบังคับรถจะเริ่มทำได้ยาก จะมีอาการจิตใจล่องลอย และจำไม่ได้ว่าขับรถผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวควรจอดรถเพื่อพักก่อนขับรถต่อไป หรือหาเครื่องดื่มที่สดชื่นเพื่อทำให้ร่างกายกระปี้กระเป่าและพร้อมในการเดินทางต่อไป

 

 


 

 

 

 

 | วันที่ 13/04/2558

IeO1 1320


 สพฉ.เปิดข้อมูลผู้ป่วยปวดท้องในช่วงเทศกาลตรุษจีนเดือนกุมภาพันธ์มากกว่า 8 พันคน แนะควรปรุงอาหารไหว้เจ้าให้สุกสะอาดก่อนนำมาบริโภค
 สพฉ. เตือนตรวจสอบไฟรั่วช่วงฤดูฝนป้องกันการสูญเสียก่อนเกิดเหตุไฟฟ้าช็อต แนะวิธีการปฐมพยาบาล
 วิธีขับรถขณะฝนตกอย่างปลอดภัย
 โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ภัยร้ายช่วงหน้าร้อน
 ทำอย่างไร!!! เมื่อถูกไฟดูด-ไฟช็อต


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669