รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            สพฉ. ระบุการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินต้องยึดความปลอดภัยของทุก เน้นให้มีหน่วยบริการที่ครอบคลุม สามารถเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันกาลและไม่เสี่ยงอุบัติเหตุ


 

  

สพฉ. ระบุการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินต้องยึดความปลอดภัยของทุกคน สนับสนุนนโยบายกระทรวงเรื่องรถพยาบาลใช้ความเร็วไม่เกิน 80กม./ชม. เป็นไปตามหลักสากล เน้นให้มีหน่วยบริการที่ครอบคลุม สามารถเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันกาลและไม่เสี่ยงอุบัติเหตุ

 

หลังจากการประกาศนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องให้รถพยาบาลฉุกเฉิน ใช้ความเร็วไม่เกิน 80กม./ชม. ส่งผลให้หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะทำให้การรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อนำส่งที่โรงพยาบาล เกิดความล่าช้า และไม่ทันกาล และจะส่งผลกระทบต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉิน นั้น

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)กล่าวว่า การประกาศนโยบายครั้งนี้เนื่องด้วยกระทรวงสาธารณสุขเล็งเห็นถึงความปลอดภัยทั้งในส่วนของผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินและประชาชนร่วมทางเป็นสำคัญ เพราะจากสถิติในปีที่ผ่าน รถพยาบาลฉุกเฉินเกิดอุบัติเหตุถึง 61 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 130ราย เสียชีวิตของบุคลากรและผู้ป่วยถึง 19ราย ดังนั้นจึงต้องการทำให้รถพยาบาลลดความเสี่ยงลง และนโยบายนี้ถือเป็นการเพิ่มความคุ้มครองในเรื่องสวัสดิภาพในการทำงานให้บุคลากรทางด้านสาธารณสุขเพื่อความปลอดภัยบนถนนเมืองไทยที่มีความเสี่ยงสูง เหมือนที่บริษัทเอกชนกำหนดนโยบายเรื่องนี้เช่นกัน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้ สพฉ.  สำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน (สธฉ.) และกรมควบคุมโรคเป็นแกนหลักในการรณรงค์เรื่องนี้

ทั้งนี้การขับรถพยาบาลเพื่อรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินจะต้องยึดถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งตามหลักสากลรถพยาบาลฉุกเฉินในต่างประเทศก็มีการจำกัดความเร็วไว้ที่ 80กม./ชม. เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่า การขับรถด้วยความเร็วเกิน 80กม./ชม. หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะมีเวลาในการแก้ไขสถานการณ์เพียง 4วินาที ในระยะทาง 100 เมตร แต่หากลดความเร็วลงจะมีเวลาแก้ไขสถานการณ์มากขึ้น และลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้


เลขาธิการ สพฉ. กล่าวสนับสนุนว่า นโยบายดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน เนื่องจากปัจจุบันมีการขยายหน่วยบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ ทั้งหน่วยบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินจากกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน โดยในปีนี้มีหน่วยบริการเพิ่มขึ้นคิดอีกร้อยละ 19.47จากปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเข้าถึงผู้ป่วยใช้เวลาสั้นลง นอกจากนี้บุคลากรที่เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรมาตรฐานและมีประสบการณ์ สามารถดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สิ่งสำคัญเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือผู้ใช้รถใช้ถนน จะต้องช่วยกันด้วย คือเมื่อเห็นสัญญาณไฟและได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนก็ ควรหลีกทางหรือให้ทางรถพยาบาลฉุกเฉินเสมอ โดยให้คิดเสมอว่าคนที่อยู่บนรถพยาบาลอาจเป็นญาติของคุณ ซึ่งหากผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมมือกัน เชื่อว่าอุบัติเหตุของรถพยาบาลฉุกเฉินจะลดลง และการช่วยเหลือผู้ปวยฉุกเฉินจะมีความรวดเร็วปลอดภัยมากยิ่งขึ้น” นพ.อนุชากล่าว




 

 | วันที่ 20/04/2558

IeO1 555


 สพฉ.เร่งพัฒนาการแจ้งเหตุสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินสำหรับผู้บกพร่องทางร่างกายอย่างต่อเนื่อง
 สพฉ.และภาคีเครือข่ายเตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชนที่เดินทางเข้ามาแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศจัดตั้งศูนย์สื่อสารเฉพาะกิจในบริเวณท้องสนามหลวง
 สพฉ.ร่วมมือกับ jica จัดฝึกซ้อมแผนการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ฉุกเฉินในภาวะภัยพิบัติของ 10 ประเทศอาเซียน
 สพฉ. ห่วงคนวัยทำงานป่วยโรคฉุกเฉิน พบอุบัติเหตุยานยนต์ครองแชมป์
 สพฉ. จับมือ ล็อกซเล่ย์ จัดอบรมการใช้เครื่อง AED ต่อชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669