รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            สพฉ. ระบุ การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มีความครอบคลุมและคล่องแคล่วในการปฏิบัติการ ประชาชนแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 เพิ่มขึ้น


 

สพฉ. ระบุ การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง  มีความครอบคลุมและคล่องแคล่วในการปฏิบัติการ ประชาชนแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 เพิ่มขึ้น ชูผลงานการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล และการผลักดันการติดตั้งเครื่องเออีดีในพื้นที่สาธารณะ พร้อมเปิดแนวทางการพัฒนาในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อปิดช่องว่างทางการแพทย์ฉุกเฉิน


 


นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) กล่าวถึงผลการดำเนินงานของ สพฉ. ในการพัฒนาระบบการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ว่ามีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนการพัฒนาบุคลากร ทรัพยากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงมาตรฐานในให้บริการ  โดยในปี 2557 มีผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นเป็น 33,853 คน มียานพาหนะที่ขึ้นทะเบียนทั้งรถ เรือ และอากาศยานเพิ่มขึ้น 3,929 คัน และมีชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเพิ่มขึ้น 2,613 ชุด ส่งผลให้การทำงานมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้มีผลการพัฒนาที่เห็นอย่างเด่นชัด คือ 1. มีการเพิ่มความครอบคลุมการบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ถึงร้อยละ71.80 โดยมี 5 จังหวัดที่มีความครอบคลุมการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินทุกพื้นที่ คือ จ.สุพรรณบุรี จ.สระแก้ว จ.ระนอง จ.ภูเก็ต และ จ.ชัยภูมิ  2. การแจ้งเหตุผ่านสายด่วน1669 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75.82 จากการแจ้งเหตุทั้งหมด และมีผู้ป่วยฉุกเฉินที่มาด้วยระบบการแพทย์ฉุกเฉินในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งทำผู้ป่วยฉุกเฉินมีอัตราการรอดชีวิตที่สูงขึ้น เนื่องจากได้รับการช่วยเหลือที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน และ3.ความคล่องแคล่วในการปฏิบัติการฉุกเฉิน หรือสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุได้ภายใน 8 นาที สามารถดำเนินการได้ร้อยละ 47.20 และส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เข้ารักษามีอาการทุเลา ถึงร้อยละ 86.88

                นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาในอีกหลายเรื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินมากขึ้น อาทิ การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศยาน หรือ sky doctor  ที่เน้นการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร หรือพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง , การผลักดันให้มีการติดตั้งเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) ในพื้นที่สาธารณะเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันให้มีโอกาสรอดชีวิต ที่ขณะนี้ดำเนินการติดตั้งและจัดอบรมการใช้งานให้กับประชาชนทั่วไปในหลายพื้นที่แล้ว

   

                เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อปิดช่องว่างทางการแพทย์ฉุกเฉิน  สพฉ. มีแผนระยะสั้น ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน คือ 1. จัดตั้ง “ทีมหนึ่งตำบลหนึ่งทีมกู้ชีพกู้ภัย” เพื่อให้การช่วยเหลือมีความครอบคลุมและคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น  2. เตรียมพร้อมสายด่วน 1669 ให้ประชาชนสามารถโทรทั่วไทยยามเจ็บป่วยฉุกเฉินได้ตลอด24 ชั่วโมง และเชื่อมโยงการทำงาน กับทีมกู้ภัย ดับเพลิง และตำรวจ เพื่อให้ประชาชนจดจำได้ง่ายผ่านสายด่วน 112  ต่อไป  3. เพิ่มช่องทางการนำส่งและดูแลรักษาพิเศษแบบด่วน (Fast Track) สำหรับกลุ่มโรคที่ต้องการรักษาด่วนพิเศษ เช่น เส้นเลือดสมองหรือเส้นเลือดหัวใจอุดตัน หรืออุบัติเหตุ 4.เพิ่มคุณภาพการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยปรับปรุงหลักสูตรและการจัดอบรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินทุกระดับ และเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

                ส่วนการพัฒนาในระยะยาว ที่จะต้องดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 3 ปี  คือ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติทั่วไทยจะต้องได้รับการคุ้มครอง ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนและมีคุณภาพในทุกโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้และมีความพร้อมเพื่อให้พ้นวิกฤติ  และผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ จะต้องเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินที่รวดเร็วและเข้าถึงง่าย นอกจากนี้จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนสามารถจดจำและใช้สายด่วน 112 เพียงเบอร์เดียว เพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกกรณี พร้อมผลักดันให้คนไทยทุกพื้นที่มีความพร้อมช่วยเหลือปฐมพยาบาลและช่วยฟื้นคืนชีพเมื่อพบเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีการช่วยเหลือรักษาต่ออย่างครบวงจร รวมทั้งพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของอาเซียน เพื่อพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการพร้อมตอบสนองทางการแพทย์เพื่อรับสาธารณภัย  



 | วันที่ 25/04/2558

IeO1 477


 สพฉ. ระบุการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินต้องยึดความปลอดภัยของทุก เน้นให้มีหน่วยบริการที่ครอบคลุม สามารถเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันกาลและไม่เสี่ยงอุบัติเหตุ
 แพทย์อาชีวเวชศาสตร์แนะประชาชนที่อยู่รอบบ่อขยะสมุทรปราการ ปิดบ้านให้มิดชิด
 สพฉ.จับมือ สปสช. และกรมการปกครอง ลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร หวังช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
 สธ.-สพฉ. ส่งทีมแพทย์ร่วมประเมินสถานการณ์ที่เนปาลในวันพรุ่งนี้ เตรียมจัดแผนประเมินความจำเป็น คาดส่งทีมแพทย์ฉุกเฉินเข้าช่วยเหลืออย่างน้อย 1 เดือน
 สพฉ. จัดประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติ 24-26 มี.ค.


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669