รับข่าวสาร
รับ ยกเลิก

            สพฉ. เร่งพัฒนามาตรฐานรถพยาบาลฉุกเฉิน กำหนดให้รถพยาบาลทุกคัน ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยง


 

สพฉ. เร่งพัฒนามาตรฐานรถพยาบาลฉุกเฉิน กำหนดให้รถพยาบาลทุกคัน ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยงทั้งสำหรับผู้ปฏิบัติงานและผู้ป่วยฉุกเฉิน เพื่อลดความสูญเสีย

 

                บุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ถือเป็นบุคลากรที่มีค่าที่สุด เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสรอดชีวิต แต่จากการดำเนินงานในอดีตที่ผ่านมา พบว่ามีรถพยาบาลฉุกเฉิน  ประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินต้องบาดเจ็บ  เสียชีวิตและพิการอยู่อย่างต่อเนื่อง  โดยล่าสุดเกิดอุบัติเหตุกับรถพยาบาลโรงพยาบาลบ้านใหม่ไชยพจน์ ขณะนำผู้ป่วยส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ทำให้เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์  เสียชีวิต

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า  จากการสอบสวนการเกิดอุบัติเหตุ ที่ส่งผลให้อุบัติเหตุมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากการไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน อีกทั้งสภาพของรถพยาบาลฉุกเฉินทั้งในส่วนห้องคนขับ ห้องโดยสาร  อุปกรณ์ที่เสริมความปลอดภัยภายนอกรถ  รวมทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น  ยังต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐานมากขึ้น

ซึ่งที่ผ่านมา สพฉ. ได้ให้ความสำคัญ และกำหนดแนวปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยของ รถพยาบาลฉุกเฉิน กรณีที่เป็นรถตู้หรือรถปฏิบัติการชั้นสูง ไว้ดังนี้  1.รถที่ดัดแปลงจะต้องเป็นไปตามหลักของวิศวกรรมยานยนต์ และได้รับการรับรองจากกรมขนส่งทางบก 2.สีรถต้องเป็นสีขาว ติดแถบสะท้อนแสงตามมาตรฐานของ สพฉ.  3.อายุการใช้งานไม่เกิน 500,000 กิโลเมตร หรือใช้งานไม่เกิน 7 ปี หรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะอนุกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินจังหวัด   4.มีเอกสารผ่านการตรวจสอบจากกรมขนส่งทางบก  5.มีเครื่องมือช่างประจำรถตามมาตรฐาน 6.ควรมีแบตเตอรี่ 2 ก้อน แยกระหว่างไฟรถ และไฟสำหรับอุปกรณ์เสริม และ 7.ยางรถไม่ควรเกิน 2 ปี   นอกจากนี้ในรถจะต้องมีไฟส่องสว่างเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน  มีอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น ถุงมือ ผ้ายางกันเปื้น หมวก แว่นตา  เป็นต้น


“สิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อลดความสูญเสีย จะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยง ทั้งสำหรับตัวผู้ปฏิบัติงานและผู้ป่วย   คือ ต้องมีอุปกรณ์ยึดตรึง  หรือเข็มขัดนิรภัย เพื่อป้องกันอันตรายกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องหยุดรถกระทันหัน   โดยมีเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้ป่วย 5 จุด คือ ไหล่ 2 จุด ลำตัว 3 จุด ส่วนผู้ปฏิบัติงาน ที่นั่งเก้าอี้หันข้าง ต้องมีเข็มขัดนิรภัยคาดเอว และเก้าอี้หันหน้า จะต้องมีเข็มขัดนิรภัยแบบคาด 3 จุด” นพ.อนุชากล่าว


 นพ.อนุชา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ผู้ขับรถพยาบาลเอง จะต้องปฏิบัติตามกฎจราจรด้วย  โดยขับรถตามอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนด และเมื่อขับผ่านทางแยกจะต้องไม่ใช้ความเร็วเกิน ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงระดับใดและหากจำเป็นต้องขับรถย้อนศร ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในขณะจอดรถเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ จะต้องเปิดไฟฉุกเฉิน  วางกรวยยางจราจรเป็นระยะ ห่างจากจุดเกิดเหตุ 15 เมตร  และบุคลากรทุกคนที่ออกปฏิบัติงานต้องแต่งตัวด้วยชุดสะท้อนแสง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้อน อย่างไรก็ตามรถพยาบาลฉุกเฉินทุกคันจะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนและตรวจมาตรฐานเป็นประจำทุกปีด้วยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยฉุกเฉิน


 


 | วันที่ 28/07/2558

IeO1 730


 ดูแลสุขภาพ 4 ช่วงวัย ห่างไกลโรค
 9 แชมป์โรคสมอง...อย่ามองข้าม
 “สระแก้ว –สุพรรณบุรี” จ่อบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินระดับท้องถิ่น หลัง คกก.กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เคาะ บริการรับผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็นภารกิจของอปท.
 “เปิดต้นแบบครูจิตอาสาให้ความรู้ด้านการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน หวังลดการสูญเสียชีวิต และบาดเจ็บของประชาชน”
 ให้ทาง = ช่วยชีวิต ความดีที่คุณทำได้


| สถิติข้อมูลเด่น | ข่าวเด่นประเด็นร้อน | เกร็ดเล็ก ความรู้แยะ | เปิดคลังความรู้ บทความเด่น | ดูสื่อเด่น |
| โหลดได้อ่านดี | ศูนย์ข่าวนักสื่อสารกู้ชีพ | ติดต่อเรา
ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   
ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตติดต่อขออนุญาตได้ที่ emit1669@gmail.com โทรศัพท์ : 0-28721669